ททท. ชวนชมความวิจิตรของแพรวา ราชินีแห่งไหม ที่เมืองกาฬสินธุ์

นายนพรัตน์  กอกหวาน  ผู้อำนวยการ ททท.  สำนักงานขอนแก่น เปิดเผยว่า  งาน “วิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม ประจำปี 2554”  ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–17 สิงหาคม 2554 รวม 7 วัน ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์  และอาคาร เฉลิมพระเกียรติ  80 ปี ซึ่งในการจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูศิลปวัฒนธรรมการทอผ้าไหมแพรวา ในฐานะแพรพรรณอันสวยงามและมีเอกลักษณ์โดดเด่น ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดกาฬสินธุ์มายาวนาน

ผ้าไหมแพรวา มาจากคำว่า “แพร” หมายถึง ผ้า  และ “วา” หมายถึง ความยาว 2 เมตร ซึ่งในอดีตจะทอหน้าแคบยาว แต่ปัจจุบันนิยมทอเป็นผ้าหน้ากว้าง  “แพรวา”   มีลวดลายแตกต่างกันถึง 60 ลาย  อาทิ ลายเกาะ ลายล่วง (แพรวา 2 สี)  ผ้าสไบ 10 ลาย ผ้าพันคอแพรวา 3 สี เป็นต้น  “ ผ้าไหมแพรวา ”  เป็นหัตถกรรมพื้นบ้าน ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น ของชาวผู้ไทยบ้านโพน  อำเภอคำม่วง  จังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นภูมิปัญญาซึ่งได้รับการสืบทอด มายาวนาน  และจากความวิจิตรงดงามนี้ จึงได้รับการขนานนามว่า “ แพรวา  ราชินีแห่งไหม ”  ด้วยลักษณะเด่นของลวดลาย ทรงเรขาคณิตจำนวนมากในผืนเดียวกัน  ใช้เส้นไหมหลากสีสอดสลับกันในลวดลาย  เอกลักษณ์ดั้งเดิมมีสีโทนแดงเป็นพื้น

การทอผ้าไหมแพรวาของชาวผู้ไทยบ้านโพนได้รับการถ่ายทอดกันมาผ่านหลายยุคหลายสมัย  จนกระทั่งในวันที่  29  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2520  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรที่อำเภอคำม่วง  จังหวัดกาฬสินธุ์  ทอดพระเนตรเห็นผ้าไหมแพรวา  ทรงสนพระทัยและชื่นชมในความงดงาม จึงทรงแนะนำให้ส่งเสริมพัฒนา ผ้าไหมแพรวาที่ชาวบ้านทออยู่ให้สามารถใช้ตัดเสื้อได้  จนปัจจุบันผ้าไหมแพรวาได้รับความนิยม อย่างแพร่หลาย ทั้งในและต่างประเทศ  พร้อมกันนี้  พระองค์ทรงรับผ้าไหมแพรวาไว้ในโครงการศิลปาชีพ  ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ ของพระองค์ในการส่งเสริมให้ชาวบ้านโพนรักและดูแลสืบทอดภูมิปัญญานี้ให้ดำรงอยู่ต่อไป

ททท.สำนักงานขอนแก่นจึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวทุกท่าน เดินทางไปสัมผัสชื่นชม ความวิจิตรงดงาม ของผ้าไหมแพรวาและท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ ในงาน “มหกรรมวิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม ประจำปี 2554” ในวันและเวลา ดังกล่าวข้างต้น  ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่  :  จังหวัดกาฬสินธุ์ (กลุ่มงานปกครอง)  0 4381 1213 ต่อ 10  หรือที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น โทร  043- 244498 – 9 และที่ Call Center   1672

ททท. ชูกาฬสินธุ์เป็น 1 ใน 20 เมืองน่ารักของไทย

นายนพรัตน์ กอกหวาน ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) สำนักงานขอนแก่น  เปิดเผยว่า   ททท. โดยรองผู้ว่าการตลาดในประเทศ  นายธวัชชัย อรัญญิก ได้เปิดตัวโครงการ “คนเล่าเรื่อง เมืองน่ารัก” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศแบบถวิลหา “เมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวหรือเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ของวิถีวัฒนธรรม” เจาะตลาดท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะโดยเลือก 20 เมืองทั่วประเทศ เป็นจุดดึงดูดความสนใจหลัก และ “กาฬสินธุ์ ถิ่นไดโนเสาร์ล้านปี” คือ 1 ใน 20 เมืองน่ารักตามโครงการดังกล่าว

จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดใจกลางภาคอีสานที่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองดินดำ น้ำชุ่ม  “กาฬ” แปลว่า “ดำ” และ “สินธุ์” แปลว่า “น้ำ”  อันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และรุ่มรวยด้วยวัฒนธรรม ทำให้กาฬสินธุ์ มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้ศึกษามากมายไม่ว่าจะเป็นทางด้านธรรมชาติ  ด้านประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตชุมชนที่มีเอกลักษณ์ อาทิ ร่องรอยไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปีที่ภูกุ้มข้าวและภูแฝก  พระธาตุยาคู โบราณสถานแห่งเมืองฟ้าแดดสงยาง  เมืองโบราณยุคทวารวดีที่อำเภอกมลาไสย พระเจ้าองค์ดำ หรือพระพุทธสัมฤทธิ์นิรโรคันตราย พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่วัดกลาง อำเภอเมือง  ชุมชุนผู้ไทยอนุรักษ์ผ้าไหมแพรวา “ราชินีแห่งไหม” ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง อุโมงค์ผันน้ำตามแนวพระราชดำริ “ ลำพะยัง ภูมิพัฒน์” อุโมงค์ผันน้ำลอดใต้ภูเขาแห่งแรกของประเทศไทยที่อำเภอเขาวง งานมหกรรมโปงลาง และงานวิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม เป็นต้น

ททท. สำนักงานขอนแก่น จึงขอเชิญชวนทุกท่านไปสัมผัสและชื่นชม “กาฬสินธุ์ เมืองน่ารัก” แห่งภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงงาน “วิจิตรแพรวา ราชินีแห่งไหม” ซึ่งจังหวัดกาฬสินธุ์ได้กำหนดจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 11 – 17 สิงหาคม 2554 สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ (กลุ่มงานปกครอง)  0 4381 1213 ต่อ 10  หรือที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานขอนแก่น โทร  043- 244498 – 9 และที่ Call Center  1672

ขอเชิญชมการแข่งขันเรือยาวจังหวัดกาฬสินธุ์ ประจำปี 2554

จังหวัดกาฬสินธุ์ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอำเภอกมลาไสย ได้กำหนดจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณี ประจำปี 2554 ขึ้นในระหว่างวันที่ 22 – 25 กันยายน 2554 ณ สนามลำน้ำปาว อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวตามยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดกาฬสินธุ์

ในปีนี้ได้กำหนดจัดการแข่งขันเรือยาว 4 ประเภท จะมีเรือยาวจากภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานเข้าร่วมแข่งขัน จำนวนกว่า 43 ลำ ประกอบด้วย ประเภทเรือยาวใหญ่ ขนาด 55 ฝีพาย ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร มีเรือจากจังหวัดกาฬสินธุ์ หนองคาย พิจิตร อุบลราชธานี มุกดาหาร อ่างทอง และจังหวัดบึงกาฬเข้าร่วมชิงชัย จำนวน 6 ลำ ประเภทเรือยาวมาตรฐาน ไม่เกิน 40 ฝีพายชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี มีเรือจากจังหวัดต่างๆ เข้าร่วมแข่งขัน 8 ลำ ประเภทเรือยาวท้องถิ่นไม่เกิน 40 ฝีพาย จะมีเรือเข้าร่วมแข่งขัน 9 ลำ และประเภทเรือเล็ก ไม่เกิน 10 ฝีพายมีเรือเข้าร่วมแข่งขัน 20 ลำ และนอกจากนั้นยังกำหนดจัดการแข่งขันเส็งกลองกิ่งชิงถ้วยประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ รวมทั้งการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าชุมชนจาก 18 อำเภอด้วย

ททท. ขอนแก่น เปิดตัวเส้นทาง “ไดโนเสาร์สะออน : ขอนแก่น – กาฬสินธุ์

ททท. สำนักงานขอนแก่นได้จัดกิจกรรมเปิดตัว “ไดโนเสาร์สะออน : ขอนแก่น – กาฬสินธุ์” เส้นทางท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้เรื่องไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย

โดยมีนายสุวิทย์ สุบงกฏ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ,นายธนวัฒน์ พลอยโสภณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ,นางพัฒน์มาศ วงศ์พัฒนศิริ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ดร.วราวุธ สุธีธร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและการศึกษาบรรพชีวิน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ร่วมเป็นประธานในพิธีการเปิดตัว
เส้นทาง “ไดโนเสาร์สะออน” คือ เส้นทางท่องเที่ยว ที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดขอนแก่น และ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งทั้ง 2 จังหวัด มีแหล่งศึกษาเรื่องไดโนเสาร์ที่พร้อมรับนักท่องเที่ยว 4 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติภูเวียง ที่มีเส้นทางการศึกษาและแหล่งขุดค้นไดโนเสาร์แห่งแรกของประเทศ ,พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง , พิพิธภัณฑ์สิรินธร ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในอาเซียน, และอุทยานภูแฝก ที่พบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ชัดเจนที่สุดในประเทศ
ทางด้านนายนพรัตน์ กอกวาน ผู้อำนวยการสำนักงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท) สำนักงานขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมเปิดตัว “ไดโนเสาร์สะออน ; ขอนแก่น – กาฬสินธุ์” ในครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถดึงนักท่องเที่ยวมาเยือนเพิ่มขึ้น 7% และจะสร้างรายได้เข้าสู่พื้นที่กว่า 9 พันล้านบาท