กลองกิ่งหรือกลองเส็ง

ไม่ทราบว่ากลองกิ่งมีมาแต่เมื่อใด แต่จะนำมาใช้แห่ในบุญเดือนหก (บุญบั้งไฟ) หลังจากเสร็จแห่ก็นำมาเส็งกลองกัน (ตีแข่งกัน)
กลองกิ่งทำจากไม้ประดู่แดง ทำเป็นรูปทรงกระบอกกลวง ด้านหน้ากลองกว้างประมาณ ๔๐ เซนติเมตร ด้านล่างกลอง (ก้นกลอง) กว้างประมาณ ๓๐ เซนติเมตร มีความสูงประมาณเท่าครึ่งของความกว้างหน้ากลอง หุ้มด้วยแผ่นหนังทั้งด้านหน้า และด้านล่างดึงเข้าหากันโดยใช้หนังเรียกว่าหนังชักและหนังหูกลอง ข้างกลองห่างจากหน้ากลองประมาณ ๒๐ เซนติเมตร เจาะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาด ๑๐ x ๑๕ เซนติเมตร เรียกว่า รูแพ เพื่อเป็นการระบายเสียงเวลาตี ข้างในกลองเหนือรูแพจะเป็นปุ่ม เรียกว่า ลิ้นกลอง เพื่อทำหน้าที่ปรับระดับเสียงของกลอง

การขุดกลอง  ก่อนลงมือขุดกลอง ช่างต้องเลือกต้นไม้ที่มีลักษณะของเซลส์ไม้ตรง ไม่คู้หรือมีตา มีเส้นผ่าศูนย์กลางของแกนไม้ ประมาณ ๕๐ เซนติเมตร สูงประมาณ ๑ เมตร จำนวนสองท่อน เครื่องมือที่ใช้ขุดได้แก่ขวาน สิ่ว สว่าน เสียม กบ และง่อง โดยขุดตรงกลางขอนไม้ให้กลองเป็นโพรง มีความหนาบางตามความต้องการของช่าง

การทำหนังหน้ากลอง  เดินนิยมทำจากหนังวัว ปัจจุบันนิยมใช้หนังควาย เพราะเหนียวและทนทานกว่า เวลาตีจะดังกว่าหนังวัว โดยจะเลือกหนังควาย ที่มีอายุประมาณ ๕ – ๑๐ ปี และไม่อ้วนเกินไป ควายตัวหนึ่งจะทำหนังหน้ากลองได้สองหน้า ส่วนที่เหลือใช้ทำก้นกลอง หนังหูกลองและหนังชัก  ก่อนนำหนังไปห่มหน้ากลอง ต้องผึ่งแดดให้แห้ง แล้วใช้มีดที่คมมากขูดให้หนังบางจนเป็นที่พอใจ (ยิ่งหนังบาง กลองยิ่งมีเสียงดัง)

ไม้ตีกลอง นิยมทำจากไม้เต็ง เพราะมีคุณสมบัติเหนียวทนทาน เวลาตีมีน้ำหนักดี ไม้ยาวประมาณ ๗๐ เซนติเมตร เหลาให้กลมตรงปลายไม้ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑ เซนติเมตร ขัดด้วยกระดาษทราย ตรงโคนไม้บริเวณมือจับพันด้วยผ้าให้พอดีถ้าเวลาตี

การเส็งกลอง นิยมตีแข่งกันบนเวทีเป็นคู่ ๆ  แต่ละคู่ต้องมีกลองสองใบ ต้องตรึงหน้ากลองให้ตึงที่สุด โดยการหมุน (ขัน) หนังชักของกลองเข้าที่ จะค่อย ๆ ปรับระดับเสียงของกลองแต่ละคู่ให้มีเสียงเดียวกัน (เคงกลอง)  จากนั้นนำกลองที่เตรียมไว้ดีแล้วตั้งประกบคู่บนเวที หันด้านรูแพของกลองเฉียงเข้าหาคู่แข่งขันไปสู่ผู้ฟัง
                
     การตีกลองแข่งขัน ตีฝ่ายละห้าคน ๆ ละหนึ่งยก ยกละประมาณสองนาที การตัดสินจะพิจารณาจากเสียงกลอง คู่ที่ชนะต้องมีเสียงใส แหลมสูง และต้องตีให้ชนะสามในห้ายก และกลองต้องไม่ขาด


ฟ้อนละคอน

การฟ้อนละคอนเป็นการฟ้อนของหนุ่มๆผู้ไทยสมัยโบราณซึ่งในขณะนั้นการรวมกลุ่มฟ้อนละคอนมิได้มีการนัดหมาย เกิดจากเป็นช่วงหน้าเทศกาลหรืองานบุญประเพณี เช่น บุญเดือนสิบ บุญออกพรรษา หนุ่มๆชาวผู้ไทยจะลงไปรวมตัวกันเพื่อฉลองในงานบุญ ส่วนเครื่องแต่งกายนั้นก็อยู่ที่ว่าหนุ่มไหนจะมีสาวไหนรักหรือชอบ สาวนั้นก็จะเตรียมเครื่องแต่งกายมาให้หนุ่มที่ตนเองแอบพึงใจอยู่ โดยฝากผ่านทางพ่อสื่อและแม่สื่อ ซึ่งเครื่องแต่งกายก็จะมี ผ้าโสร่ง ผ้าเข็นหางกระรอก ผ้าแพรวาผืนเล็กส่วนประกอบอื่นๆก็แล้วแต่สาวๆจะหามาให้ซึ่งนั่นก็เท่ากับบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยของสาวๆที่มาแอบชอบหนุ่มคนนั้นว่าจะขยันหรือไม่ ถ้ามีเครื่องแต่งกายมาให้หนุ่มมากก็แสดงว่าสาวคนนั้นทอผ้าเป็น สามารถมีคู่ครองได้แล้ว การฟ้อนละคอนสมัยโบราณนั้นจะมีเครื่องดนตรีประกอบ

ประกอบ คือ หลองหางหรือปัจจุบันเรียกกลองยาว และฉาบ คนเล่นดนตรีก็จะเล่นไปส่วนหนุ่มๆผู้ไทยสมัยนั้นก็ออกลีลาท่ารำแล้วแต่ความพอใจของแต่ละบุคคล ฟ้อนละคอนนั้นถูกลืมมาช่วงระยะเวลาหนึ่ง จนมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ท่านกำนันคำมูล  ลามุล ได้รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ โดยรวบรวมเอากลุ่มพ่อบ้านที่มีอายุมาฟ้อนละคอน

จนมาถึงสมัยพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี คณะฟ้อนละคอนของท่านกำนันคำมูล ได้มีโอกาสพาคณะลงไปฟ้อนแสดงที่กรุงเทพมหานคร จนได้รับความชื่นชมในการนำศิลปพื้นบ้านอีสานของชนเผ่าผู้ไทยไปเผยแพร่  จนต่อมาในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐  ได้มีปราชญ์ชาวบ้านคือ คุณตาจารย์เม็ง ศรีคิรินทร์   ได้ดัดแปลงท่ารำของฟ้อนละคอนให้เป็นท่ารำที่เป็นระบบขึ้น โดยเปลี่ยนผู้รำจากผู้ชายมาเป็นผู้หญิง และเพิ่มเครื่องดนตรี เช่น วงโปงลาง พิณ แคน โหวต เข้ามาเล่นประกอบจังหวะให้มีทำนองสนุกสนานเพิ่มขึ้น ปัจจุบันการฟ้อนละคอนจะใช้ฟ้อนในงานบุญประเพณี เช่น บุญบั้งไฟและบุญประเพณีต่างๆ ต้อนรับแขกผู้มาเยือน รวมทั้ง งานรื่นเริงต่างๆ ส่วนเครื่องแต่งกายก็จะมีเพิ่มมากขึ้น ประกอบไปด้วย ผ้าแพรวาผืนเล็ก ๓ ผืนสีแดง ผ้าเข็นหางกระรอก ๑ ผืน กางเกงขาสั้นหรือขาก๊วยสีดำหรือสีขาวก็ได้ ส่วนเสื้อก็เป็นเสื้อแขนสั้นสีขาวหรือ
สีดำก็ได้ นอกจากนี้ยังมีหมวก ๑ ใบและผ้าแพรมนแพรวา ๑ ผืน  เพื่อคลุมที่หมวกให้คนที่ฟ้อนละคอนสวมใส่ นอกจากนั้นก็ยังต้องใส่เล็บหรือที่ผู้ไทยเรียกว่า “ตวยมือ” มาสวมใส่ ส่วนข้อมือและข้อเท้าก็สวมใส่กำไลเงิน ส่วนรองเท้าก็จะไม่ค่อยสวมใส่แต่ถ้าจะใส่ก็ได้คือรองเท้าผ้าใบสีดำหรือไม่ต้องสวมเลย ก็ได้ ส่วนจำนวนของนักแสดงนั้นอายุประมาณ ๑๒-๑๘ ปี หรือเพิ่มขึ้นตามความต้องการ ลักษณะการยืนต้องยืนเป็น ๓ แถว เพื่อความสวยงามในการฟ้อนละคอน ปัจจุบันนี้ฟ้อนละคอนได้รับความนิยมจากผู้พบเห็นจนกลายเป็นการฟ้อนประจำหมู่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์และถือว่าเป็นศิลปะการแสดงทางด้านฟ้อนรำที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์ของชาวผู้ไทย บ้านโพน




ความเป็นมาผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์

ประวัติความเป็นมาผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์

ประวัติ
          ผ้าแพรวา เป็นชื่อเฉพาะที่เรียกผ้าชนิดหนึ่ง ที่ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียงของชาวผู้ไทย ซึ่งใช้ในงานเทศกาล บุญประเพณีหรืองานสำคัญอื่นๆ เป็นผ้าที่ทอด้วยมือ แพร หมายถึง ผ้า วา หมายถึงความยาวของผ้า 1 วา คำว่า แพรวา จึงมีความหมายว่า ผ้าที่มีความยาวประมาณ 1 วา

          ชาวผู้ไทย เป็นกลุ่มชนที่อพยพมาจากประเทศจีนตอนใต้ ข้ามแม่น้ำโขงเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่แถบเทือกเขาภูพาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเป็นส่วนใหญ่ โดยยังรักษาวัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ การแต่งกาย และการทอผ้าไหม ผู้หญิงจะถูกฝึกทอผ้าแพรวาตั้งแต่อายุ 9 – 15 ปี ชาวผู้ไทยที่ทอผ้าแพรวาส่วนใหญ่จะอยู่ที่บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีภูมิปัญญาในการทอผ้าไหมด้วยการเก็บลาย หรือเก็บขิดแบบจกที่มีลวดลายโดดเด่นที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบการเลือกใช้เส้นไหมน้อย หรือไหมยอดที่มีความเลื่อมมัน ผ้าไหมแพรวาถือว่าเป็นของล้ำค่าและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของชาวผู้ไทยจังหวัดกาฬสินธุ์อย่างแท้จริง ดังคำขวัญจังหวัดกาฬสินธุ์ที่ว่า

เมืองฟ้าแดดสงยาง โปงลางเลิศล้ำ วัฒนธรรมผู้ไทย ผ้าไหมแพรวา
ผาเสวยภูพาน มหาธารลำปาว ไดโนเสาร์สัตว์โลกล้านปี

          เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2520 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมพสนิกรในอำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ทอดพระเนตรเห็นชาวผู้ไทยแต่งชุดพื้นเมือง ห่มสไบเฉียงแพรวาสีแดง ด้วยสายพระเนตรที่ยาวไกลได้ทรงพระราชทานเส้นไหมให้แก่ชาวบ้านโพนเพื่อทอผ้าแพรวาถวาย และโปรดรับงานทอผ้าแพรวาของชาวผู้ไทย อำเภอคำม่วงเข้าไว้ในโครงการศิลปาชีพในพระบรมราชินูปถัมภ์และทรงโปรดให้มีการพัฒนาการทอผ้าไหมแพรวา จนทำให้ผ้าแพรวาเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป

คำนิยาม
ผ้าแพรวา เป็นชื่อเฉพาะที่ชาวอีสานทั่วไปเรียกผ้าชนิดหนึ่งที่ใช้สำหรับคลุมไหล่หรือห่มสไบเฉียงของชาวผู้ไทย ซึ่งใช้ในโอกาสที่มีงานเทศกาล บุญประเพณีหรืองานสำคัญอื่นๆ
ผ้าแพรวา มีความหมายตามรูปศัพท์ ซึ่งเป็นคำผสมระหว่างคำมูล 3 คำ คือ
ผ้า หมายถึง วัสดุอย่างหนึ่งที่มีลักษณะเป็นผืน ได้จากการเอาเส้นใยของ ฝ้าย ไหม ป่าน ปอ ฯลฯ ซึ่งผ่านกรรมวิธีหลายอย่างเป็นต้นว่า การปั่นเส้นใยทำเป็นเส้นด้าย ย้อมสี ฟอกสี การฟั่นเกลียว การเคลือบผิว ฯลฯ แล้วนำเข้ามาทอเข้าด้วยกันให้เป็นผืนมีขนาดความกว้าง ความยาวแตกต่างกันไปตามความต้องการใช้สอยประโยชน์ เมื่อทอเสร็จเป็นผืนแล้ว จะเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามชื่อวัสดุที่นำมาใช้ถักทอ เช่น ถ้าทอจากใยฝ้าย เรียกว่า ผ้าฝ้าย หรือถ้าทอจาก เส้นใยไหม เรียกว่า ผ้าไหม

แพร หรือ แพ(ภาษาอีสาน) หมายถึง ผ้าที่ยังไม่ได้แปรรูปให้เป็นเสื้อ หรือซ่ง (โส่งหรือกางเกง) คือยังมีลักษณะเป็นผืนผ้าที่เสร็จจากการทอมักเรียกชื่อแตกต่างกันออกไปตามลักษณะวัสดุที่ใช้ เช่น แพรไหม แพรฝ้าย แพรอีโป้ เป็นต้น

วา หมายถึง มาตราวัดความยาวอย่างหนึ่ง ได้จากการกางแขนทั้งสองแขนออกไปจนสุดแล้วทาบกับสิ่งที่ต้องการวัดขนาดความยาว ด้วยการทาบลงไปให้แขนตรงเป็นเส้นขนาน ทำอย่างนี้แต่ละครั้งเรียกว่า 1 วา (ต่อมาปรับปรุงมาตราวัดนี้ใหม่ว่า 1 วา มีขนาดเท่ากับ 4 ศอก)

ดังนั้นคำว่า ผ้าแพรวา จึงมีความหมายรวมกันว่า ผ้าทอเป็นผืนที่มีขนาดค
วามยาว 1 วา หรือ 1 ช่วงแขน

ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ หมายถึง ผ้าไหมที่ทอประดิษฐ์ลวดลายด้วยการขิด และการจก ใช้เส้นไหมตีเกลียวเป็นทั้งเส้นยืนและเส้นพุ่ง รวมทั้งมีเส้นไหมเพิ่มพิเศษในการทำให้เกิดลวดลายตามกรรมวิธีที่ปราณีตของชาวผู้ไทย ที่เป็นมรดกทางหัตถกรรมที่ถ่ายทอดสืบกันต่อมา